บทที่ 5 ชมพูไหมคะ
บทที่4
คุณนนท์ช่วยหยิบเสื้อผ้าของฉันใส่ไม้แขวน ก่อนจะส่งให้ฉันเอาไปแขวนในตู้ทีละตัว
“นี่เธอ อย่าใส่เศษผ้าแบบนี้ให้ลูกฉันเห็นนะ” เขาหยิบเสื้อสายเดี่ยวสีเทาของฉันขึ้นมาชูตรงหน้า ทำหน้าเหมือนไม่พอใจกับเสื้อผ้าของฉัน
เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายแล้วหมั่นไส้เสียจริง แล้วยังจะเรียกเสื้อของฉันว่าเศษผ้าอีก จะบ้าหรือไง
“แล้วถ้าใส่ให้คุณเห็นล่ะ ได้ปะ?” ฉันกระตุกยิ้มที่มุมปาก ก้าวเดินเข้าไปชิดตัวเขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า ทำเอาคนตรงหน้าชะงักไปเล็กน้อยแล้วรีบหันหน้าหนีไปทางอื่น
“ไม่ได้ ไม่อยากเห็น” เสียงทุ้มตอบกลับ ก่อนจะยัดเสื้อสายเดี่ยวใส่มือฉันไว้ “เอาไปพับเก็บเอง”
ฉันยิ้มขำกับท่าทางของคนตัวโต รับเสื้อกลับมาพับใส่ตู้เองแต่โดยดี ขี้เกียจเถียงกับเขาแล้ว
คุณนนท์หยิบชุดออกจากกระเป๋าขึ้นมาใหม่ เขาคลี่ชุดที่ฉันยัดไว้มั่ว ๆ ขึ้นมาดู ดวงตาคมเบิกกว้างก่อนจะตวัดสายตามาทางฉัน
“นี่! ชุดนอนแบบนี้ก็ห้ามใส่เด็ดขาดนะ” ชุดนอนสีแดงสุดเซ็กซี่ที่แทบจะปิดอะไรไม่มิด ก็เข้าใจว่าทำไมถึงสั่งห้าม
ยังไม่ทันได้รับมาจากมือแกร่ง คุณนนท์ก็พูดต่อ
“ทิ้งไปเลยก็แล้วกัน”
“อะ ๆ อย่านะคุณ!” ฉันรีบร้องห้าม เมื่อเห็นเขาทำท่าจะโยนชุดนอนลงถังขยะที่อยู่ตรงมุมห้อง จะบ้าหรือไง ถึงขั้นจะทิ้งเสื้อผ้ากันเลยเหรอ!
“เดี๋ยวเธอแอบใส่”
“ฉันใส่อยู่ในห้องคนเดียว จะเป็นอะไรไปล่ะ”
“ถ้ามีเหตุฉุกเฉิน เธอพรวดพราดออกไปข้างนอก แล้วลูกสาวฉันเห็นจะทำยังไง?”
“ยังไงก็ไม่ให้ทิ้งค่ะ ฉันเสียดาย!” ฉันทำท่าจะเข้าไปแย่ง แต่เขากลับยกแขนขึ้นสูง ทำเอาฉันต้องเขย่งเท้าพยายามตะกายคว้าชุดคืน ส่วนคนตัวโตก็ยิ่งยกแขนหนีอย่างกวนประสาท
“ฉันจะเอาไปเก็บไว้ที่ห้องฉันก็แล้วกัน เธอออกจากที่นี่เมื่อไหร่ ฉันจะคืนให้”
ฉันมองหน้าเขานิ่ง ๆ ก่อนจะยอมถอยกลับมานั่งลงบนเตียง
“ฉันไปนอนห้องคุณละกัน เพราะถ้าคุณเอาชุดฉันไป ฉันก็ไม่มีอะไรใส่นอน”
“แต่...”
“คุณจะได้ไม่ต้องกังวลว่าฉันจะเดินเพ่นพ่านออกมาให้ลูกคุณเห็นด้วยไง”
“ไม่...”
“ตกลงตามนี้ค่ะ อะ เอาไปให้หมดเลย” ฉันงัดชุดนอนตัวอื่น ๆ ออกมาแล้วยื่นส่งให้เขา แต่คราวนี้เขากลับไม่รับแถมยังยัดชุดนอนสีแดงในมือกลับคืนมาให้ฉันอีกต่างหาก
“เออ ๆ ใส่นอนอยู่แต่ในห้องก็แล้วกัน”
ฮึ! พอบอกว่าจะไปนอนด้วย รีบคืนชุดฉันมาเลยนะ!
ฉันยิ้มร่าที่เอาชนะอีกฝ่ายได้ ไม่ต้องทิ้งชุดพวกนี้ไป รีบเก็บเสื้อผ้าเข้าตู้จนเรียบร้อย
คุณนนท์ก็รีบกลับห้องตัวเองไป ส่วนฉันเดินลงมาชั้นล่างแล้วตรงเข้าไปในห้องครัว
เปิดตู้เย็นสำรวจเสบียงทันที ผักแทบไม่มีเลยแฮะ ส่วนใหญ่มีแต่เนื้อสัตว์เต็มไปหมด ส่วนตู้ข้าง ๆ ก็มีแต่เครื่องดื่ม โดยเฉพาะเบียร์กระป๋องที่เรียงกันแน่นจนแทบไม่มีที่ว่าง
นี่บ้านหรือร้านเหล้ากันแน่เนี่ย
ฉันปิดตู้แล้วเดินออกมาด้านหน้าบ้านเพื่อสำรวจต่อ ในโรงรถมีรถยนต์อยู่หนึ่งคันกับมอเตอร์ไซค์อีกหนึ่งคัน
เห็นแบบนั้น ฉันก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านแล้วขึ้นไปหาคุณนนท์ถึงห้องนอน
ฉันเปิดประตูเข้าไปทันที
“เฮ้ย! เคาะประตูก่อนดิ!”
“ว้าววว... ถ้าเคาะก็อดเห็นของดีสิคะ” ฉันยิ้มกริ่ม
ตรงหน้าคือคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ตอนนี้มีเพียงผ้าขนหนูผืนเดียวพันช่วงล่างเอาไว้ ส่วนท่อนบนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่ดูแน่นกระชับ ผิวขาวเหลืองที่มีหยดน้ำเกาะพราว
“หัวนมชมพูเชียว” ฉันเอ่ยปากแซวอย่างอดไม่ได้
คนตรงหน้ารีบยกมือขึ้นปิดอก แล้วหันหลังให้ฉันทันที
“ใครเขาจะดำแบบเธอล่ะ”
หน็อย!
มาว่าฉันอีก!
“เคยเห็นหรือไง ถึงรู้?”
“คนที่มีข่าวคาว ๆ แบบเธอจะเหลือเหรอ”
โอเค...ฉันว่าฉันยอมแพ้ดีกว่า ยิ่งพูด ฉันก็ยิ่งโดนด่า ปากเขานี่มันนรกจริง ๆ!
“พอ ๆ เลิกด่าฉันได้แล้ว ฉันขอกุญแจรถมอเตอร์ไซค์หน่อย”
“เอาไปทำไม” เขาพูดพลางเดินไปที่เตียงเพื่อหยิบเสื้อยืดมาสวม ฉันก็รีบเดินเข้าไปดึงเสื้อเอาไว้เสียก่อนอยากแกล้งโทษฐานที่ว่าฉัน
“จะไปซื้อของค่ะ”
“เธอปล่อยเสื้อ!”
“ไม่ปล่อย หันมาให้ดูหน่อยสิ”
“มิลค์!”
“ฮ่า ๆ ๆ”
ฉันหัวเราะร่วนก่อนจะยอมปล่อยเสื้อให้เขาเอาไปสวม เมื่อแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เขาก็หันกลับมายืนเท้าเอวมองฉันด้วยสายตาเอาเรื่อง
“จะไปซื้ออะไร ที่ไหน?” เขาเอ่ยถามเสียงแข็ง และยังมองหน้าฉันนิ่ง ๆ เห็นแล้วก็ยิ่งหมั่นไส้ นึกอยากแกล้งขึ้นมาอีก ฉันเลยเอื้อมมือไปดึงชายผ้าขนหนูที่เขาพันเอาไว้เบา ๆ
“มิลค์! เล่นบ้าอะไรเนี่ย ปล่อย!”
“ก็อยากรู้ว่าถ้าเป็นอย่างอื่นจะเหมือนกันไหม”
“มิลค์! ปล่อยเดี๋ยวผ้าหลุด!”
เขากำปมผ้าเอาไว้แน่นไม่ให้หลุดง่าย ๆ แต่ฉันยิ่งเห็นเขาเลิ่กลั่กด้วยความกังวลว่าผ้าจะหลุดก็ยิ่งอยากแกล้ง
หมั่นไส้! ปากดีนัก!
“มิลค์ อย่าดึง เดี๋ยวมันหลุด!”
“หลุดสิดี ฉันอยากดู ไหน…ดูซิ เป็นยังไงบ้าง”
“ทะลึ่ง! ลามกอะไรขนาดนี้!”
มือหนึ่งของเขากำผ้าเอาไว้แน่น ส่วนอีกมือดันหน้าผากฉันออกห่าง ฉันพยายามจะขยับเข้าไปแกล้งต่อ แต่เพราะเขาออกแรงมากจนฉันเริ่มมึนหัว สุดท้ายจึงยอมถอยออกมา
“รีบ ๆ ไปใส่กางเกงเลย ไม่งั้นฉันจะจับคุณแก้ผ้าจริง ๆ ด้วย!”
“เธอนี่มัน!” เขายกนิ้วชี้หน้าฉันอย่างคาดโทษ ก่อนจะรีบคว้ากางเกงขาสั้นแล้ววิ่งหายเข้าไปทางห้องแต่งตัว
ไม่นานนัก เขาก็เดินออกมาในชุดเรียบร้อยกว่าเดิม
“จะไปไหน”
“ไปตลาดค่ะ ซื้อของสด”
“ในตู้เย็นเยอะแยะ” เขาตอบพลางยืนจัดทรงผมอยู่หน้ากระจก
“แทบไม่มีผักเลย ฉันจะซื้อเพิ่ม ขอกุญแจกับเงินด้วยค่ะ”
“เหอะ แผนสูงนะ จะเอาทั้งเงินทั้งรถแล้วหนีเลยหรือไง”
ฉันได้แต่กลอกตา หน้าตาฉันเหมือนโจรขนาดนั้นเลยหรือไง
“เดี๋ยวพาไปเอง เดินตามมา” พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทันที ฉันเองก็ต้องรีบเดินตามออกไปเพราะกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจไม่ไปด้วย
“ไม่คิดว่าคุณจะพาไปเอง ปากร้ายขนาดนี้ใจดีเป็นด้วยเหรอ” ขณะที่พูดก็ยกขาขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ไปด้วย
“เดี๋ยวก็ทิ้งโค้งซะเลย” เขาพูดจบก็เลี้ยวรถออกจากรั้วบ้านแทบจะทันที
แค่นั้นฉันก็หัวใจจะวายแล้ว!
เลี้ยวทีฉันแทบไหลลงไปนอนกองอยู่บนพื้นถนน ไหนจะตอนที่เขามุดผ่านช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างรถยนต์แต่ละคันอีก
นี่ขี่มอเตอร์ไซค์หรือกำลังแข่งรถกันอยู่คะ?!
ก่อนออกจากหมู่บ้าน เขาแวะที่บ้านคุณป้าอรเพื่อบอกให้แม่บ้านของที่นี่ไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้าขา จากนั้นจึงขี่รถออกมาอีกครั้ง
ฉันกอดเอวเขาแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัวเร็วขึ้น
“นี่เธอจะกอดฉันทำไม”
คนขี่มอเตอร์ไซค์ถามเสียงแข็ง เมื่อถูกฉันสวมกอดจากด้านหลังเอาไว้แน่น
“ก็คุณขี่เร็ว ฉันกลัวตก”
ฉันแนบตัวชิดกับแผ่นหลังของเขามากกว่าเดิม แถมยังเอาคางเกยลงบนไหล่กว้างอย่างถือวิสาสะ
“เร็วบ้าอะไร ฉันบิดแค่ห้าสิบเองนะ”
“นั่นแหละ ฉันกลัวตกนี่”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเลี้ยวเข้าจอดข้างทาง แล้วพยายามดึงมือฉันออกจากเอวตัวเอง
แต่ฉันก็ดื้อด้านไม่ยอมปล่อย นาน ๆ จะได้เจอผู้ชายตรงสเปกทั้งที จะให้ปล่อยง่าย ๆ ได้ยังไงล่ะ
“มิลค์! ปล่อย!”
“ไม่เอาอะ จะกอด คุณก็ขี่รถไปสิ”
“ฉันขี่ไม่ได้”
“ทำไม?”
“เธอกอดแน่นขนาดนี้ ฉันไม่มีสมาธิขี่รถ!”
ฉันกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะยิ้มกว้าง
“แค่โดนกอดแค่นี้ก็หวั่นไหวแล้วเหรอ ถึงขี่รถต่อไม่ได้อะ?”
“ได้! มิลค์! ได้!” เขาเน้นคำทีละคำ ก่อนจะกระชากรถออกไปจนฉันแทบหงายหลัง
กว่าจะถึงตลาดได้ ฉันกลัวจนฉี่แทบเล็ด คุณนนท์ขี่รถได้น่ากลัวมาก รถยนต์แทบจะเฉี่ยวขาฉันอยู่หลายครั้ง ซอกเล็ก ๆ ระหว่างรถแต่ละคัน เขาก็ยังสามารถมุดผ่านไปได้อย่างหน้าตาเฉย
ให้ตายเถอะ! ฉันไม่น่าแกล้งอ่อยเขาแบบนี้เลยจริง ๆ
